การสมรสข้ามวัฒนธรรม

แม้ว่าผู้หญิงที่แต่งกับชาวต่างชาติจะมิใช่กลุ่มที่ยากจนที่สุดในชุมชน แต่หลังการแต่งงานก็ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในทรัพยากรทางวัตถุของครัวเรือน หญิงที่แต่งงานกับต่างชาติส่วนใหญ่มีรายได้ประจำจากสามี และการแต่งงานดังกล่าวได้ทำให้เกิดกระแสไหลเวียนของรายได้เพิ่มขึ้น และส่งผลต่อทรัพยากรอื่นๆ เช่น ครัวเรือนที่หญิงแต่งงานกับต่างชาติและประสบความสำเร็จทางวัตถุ ก็จะได้รับการยกย่อง การนับหน้าถือตา สถานภาพก็ปรับเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น

กลุ่มที่แต่งกับชาวตะวันออกยังคงให้ความสำคัญกับคุณค่าและภาระหน้าที่ที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องมีแก่กัน ส่วนกลุ่มตะวันตกจะมีลักษณะให้คุณค่าต่อเสรีภาพของปัจเจกบุคคลสูง นอกจากนี้ การแต่งงานข้ามวัฒนธรรมยังเป็นที่ยอมรับของชุมชน คนในครอบครัวของหญิงที่แต่งงานข้ามวัฒนธรรม หรือญาติพี่น้องในชุมชนต่างสนับสนุนหญิงในการแต่งงานดังกล่าว เนื่องจากมีความหมายทางเศรษฐกิจมาก คนในชุมชนจะมองว่าเป็น “ ช่องทาง ” ในการมีรายได้เพิ่มมากกว่าที่อาจจะได้มาจากช่องทางอื่นๆ และที่สำคัญ คือ เขยต่างชาติสามารถสนับสนุนจุนเจือครอบครัวด้านรายได้มากกว่าเขยไทย

หลังแต่งงาน ผู้หญิงมีการใช้ชีวิต 4 รูปแบบคือ 1. ทั้งหญิงและชายต่างอาศัยอยู่ในถิ่นเดิม หรือแยกกันอยู่โดยหญิงยังอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน 2.ตั้งถิ่นฐานอยู่ในไทยตามเมืองใหญ่หรือแหล่งท่องเที่ยว 3. สามีอาศัยอยู่ในชุมชนหมู่บ้านร่วมกับฝ่ายหญิง และ 4.ฝ่ายหญิงเดินทางไปอาศัยอยู่ในประเทศสามี

สุดท้ายเรื่องการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมในภูมิภาคอื่นๆ ของโลกว่าทำไมบางพื้นที่เกิดมาก บางพื้นที่ไม่เกิด และควรมีการศึกษาในกลุ่มหญิงที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงขึ้น อีกทั้งเห็นว่าการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมเป็นการนำไปสู่ความหลากลายวัฒนทางธรรมในระดับชุมชนและท้องถิ่น จึงอาจจะต้องพัฒนาศักยภาพองค์กรเหล่านี้ให้สามารถรับมือกับความหลากหลายที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

หญิงที่แต่งงานได้ทำหน้าที่ดูแลสามีชาวต่างชาติ (ผู้เกษียณอายุจากประเทศเขา) เป็นการแลกเปลี่ยนกับโอกาสที่จะต้องไปทำหน้าที่อื่น ในกรณีเช่นนี้ รัฐอาจจะต้องมีนโยบายเรื่องภาษี หรือนโยบายเพื่อควบคุมการโอนย้ายทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับระบอบสวัสดิการให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อมิให้สังคมเราต้องแบกรับภาระในการให้สวัสดิการแก่พลเมืองจากประเทศอื่น.