การแต่งงานข้ามวัฒนธรรมหมายถึง

การแต่งงานข้ามวัฒนธรรมหมายถึงอะไร อยากรู้เรามาอ่านกันเลยจ้า

ในสมัยก่อนการที่จะมีคู่หนุ่มสาวหญิงชายต่างเชื้อชาติ ศาสนา หรือต่างถิ่นต่างแดนจะมาพบรักและแต่งงานกันมิใช่เป็นเรื่องง่ายๆเลย เพราะนอกจากปัญหาระยะทางที่ห่างไกลแล้ว ยังมีอุปสรรคในเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอีกด้วย แต่ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการพัฒนาทางคมนาคมที่ทันสมัยได้ทำให้โลกกลายเป็นหมู่บ้านเดียวกัน ดังนั้น การแต่งงานข้ามชาติ ต่างศาสนาจึงมิใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป แต่กลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี การที่หญิงสาวชายหนุ่มเลือกคู่ครองเป็นชาวต่างชาติต่างภาษาจะเกิดขึ้นเพราะความรักหรือสาเหตุอื่นใด โดยเฉพาะหญิงไทยในชนบทที่สมัยหนึ่ง หากใครแต่งงานกับชาวต่างชาติมักเป็นที่ดูถูกดูแคลน แต่มายุคนี้กลับเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เพราะเหตุใด ในเรื่องนี้กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ขอสรุปและนำรายละเอียดบางส่วนจากผลงานวิจัยเรื่อง ” การแต่งงานข้ามวัฒนธรรมของผู้หญิงในชนบทอีสาน ” ของ ผศ.ดร.บัวพันธ์ พรหมพักพิง และคณะซึ่งได้รับทุนอุดหนุนจากสวช.มาเสนอเพื่อเป็นแนวคิดและมุมมองอีกแง่หนึ่งในสังคม ดังนี้
           ความเป็นมาของผลงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยกล่าวว่ามาจากพบว่ามีบางจังหวัดในภาคอีสานจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญ ” เขยฝรั่ง ” อย่างเป็นทางการในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งการที่เขยฝรั่งได้รับเกียรติในพิธีสำคัญและมีคุณค่า ความหมายต่อชาวอีสานเช่นนี้ ผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่าปรากฏการณ์ดังกล่าว น่าจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมชุมชนของเรา เพราะการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมนี้มิใช่เป็นเรื่องใหม่ แต่มีมาแต่สมัยก่อนแล้ว เพียงแต่ปัจจุบันมีนัยที่แตกต่างกัน และที่น่าสนใจคือ เป็นการจับคู่ระหว่างฝ่ายชายในประเทศที่มีเศรษฐกิจหรือมาตรฐานการดำรงชีวิตที่อยู่ในกลุ่มชั้นนำ กับฝ่ายหญิงซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ในภูมิภาคที่ถือได้ว่ามีความยากจนและล้าหลังที่สุดของประเทศ ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้ จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบทางด้านวัฒนธรรมชุมชนของการสมรสข้ามวัฒนธรรมระหว่างหญิงไทยในสังคมชนบทอีสานกับชาวตะวันตกและตะวันออก
           อย่างไรก็ดี การพัฒนาทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง อันเป็นผลให้เกิดการแต่งงานข้ามชาติในปัจจุบันก็พอจะสรุปได้ว่าเกิดจากเหตุ ๔ ประการคือ ประการแรก การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมหลากหลายรูปแบบ และเป็นพลังขับให้คนจำนวนมาก แสวงหาวิธียกระดับสถานภาพตัวเองโดยวิธีการต่างๆ โดยมีวัตถุหรือเงินเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จ ประการที่สอง ช่วงสงครามเวียดนาม อเมริกาได้ใช้ไทยเป็นฐานทัพสำหรับการพักผ่อนจากการทำสงคราม ทหารเหล่านี้ได้แสวงหาการบริการทางเพศ และก่อให้เกิด ” เมียเช่า ” ตามมา ประการที่สาม หลังสงครามเวียดนาม ได้เกิดการอพยพแรงงานไปทำงานต่างประเทศ โดยระยะแรกเป็นการไปขายแรงงานชายในประเทศแถบตะวันออกกลาง แต่ภายหลังมีทั้งหญิงและชายไปขายแรงงานในแถบเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี และสิงคโปร์ และการไปทำงานต่างประเทศในหลายกรณีของผู้หญิงเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นการลงเอยด้วยการแต่งงานกับชาวต่างชาติ ประการสุดท้าย ได้มีการผลักดันและส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อหารายได้เข้าประเทศ แต่การส่งเสริมการท่องเที่ยวดังกล่าวได้ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมทางเพศหลายรูปแบบ และในหลายกรณีผู้หญิงก็อาศัยช่องทางนี้ในการแต่งงานข้ามวัฒนธรรม
           หลังแต่งงาน ผู้หญิงมีการใช้ชีวิต ๔ รูปแบบคือ ๑. ทั้งหญิงและชายต่างอาศัยอยู่ในถิ่นเดิม หรือแยกกันอยู่โดยหญิงยังอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ๒.ตั้งถิ่นฐานอยู่ในไทยตามเมืองใหญ่หรือแหล่งท่องเที่ยว ๓. สามีอาศัยอยู่ในชุมชนหมู่บ้านร่วมกับฝ่ายหญิง และ ๔.ฝ่ายหญิงเดินทางไปอาศัยอยู่ในประเทศสามี ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ พบว่า จะมี ๒ รูปแบบแรกเป็นหลัก แต่ทั้งสี่รูปแบบ ไม่มีสามีชาวตะวันออกอาศัยในชุมชนร่วมกับภรรยาเลย มีแต่ภรรยาไปอยู่กับสามีทั้งในและนอกประเทศ หรือตามสถานที่ทำงานของสามี และหญิงที่แต่งงานกับชาวต่างชาติก็ยังสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครอบครัว ชุมชนและตนเองไว้ได้
           สุดท้าย ผู้วิจัยได้นำเสนอให้มีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมในภูมิภาคอื่นๆของโลกว่าทำไมบางพื้นที่เกิดมาก บางพื้นที่ไม่เกิด และควรมีการศึกษาในกลุ่มหญิงที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงขึ้น อีกทั้งเห็นว่าการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมเป็นการนำไปสู่ความหลากลายวัฒนทางธรรมในระดับชุมชนและท้องถิ่น จึงอาจจะต้องพัฒนาศักยภาพองค์กรเหล่านี้ให้สามารถรับมือกับความหลากหลายที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังได้เสนอให้มีการพิจารณา ” ต้นทุน ” ที่สังคมเราต้องแบกรับ อย่างเช่น หญิงที่แต่งงานได้ทำหน้าที่ดูแลสามีชาวต่างชาติ(ผู้เกษียณอายุจากประเทศเขา) เป็นการแลกเปลี่ยนกับโอกาสที่จะต้องไปทำหน้าที่อื่น ในกรณีเช่นนี้ รัฐอาจจะต้องมีนโยบายเรื่องภาษี หรือนโยบายเพื่อควบคุมการโอนย้ายทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับระบอบสวัสดิการให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อมิให้สังคมเราต้องแบกรับภาระในการให้สวัสดิการแก่พลเมืองจากประเทศอื่น