ความเชื่อและความหมายของการโยนช่อดอกไม้เจ้าสาว

อีกหนึ่งภาพสุดคลาสสิคในงานแต่งงาน คือภาพเจ้าสาวโยนช่อดอกไม้แต่งงานให้แก่บรรดาเพื่อนสาวโสด ด้วยความเชื่อว่าสาวใดที่ได้รับช่อ Bouquet นั้น จะได้สละโสดเป็นคนต่อไป

แต่เริ่มเดิมที ธรรมเนียมการให้เจ้าสาวโยนช่อดอกไม้ในงานแต่งงานนั้นมาจากชาวตะวันตก ตั้งแต่สมัยยุโรปยุคกลาง ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งในสมัยนั้นจะมีการชิงชุดเจ้าสาวกันแทนช่อดอกไม้ค่ะ

ชิง “ชุดเจ้าสาว” ด้วยความเชื่อว่าชุดเจ้าสาวเป็นเครื่องรางนำโชคสำหรับสาวโสดคนอื่น ๆ ทำให้ได้เจอเนื้อคู่และแต่งงานเป็นคนถัดไป และชุดเจ้าสาวก็ถือเป็นชุดที่สวมแค่ครั้งเดียวอยู่แล้ว จึงได้มีการให้สาวโสดมาร่วมกันดึงทึ้ง ชิงชุดเจ้าสาวกันคนละชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อนำมาเก็บไว้ค่ะ แต่ต่อมาด้วยความที่ชุดเจ้าสาวมีราคาแพงขึ้น และบรรดาเจ้าสาวเริ่มอยากเก็บชุดแต่งงานของตนไว้เผื่อให้ลูกสาวในอนาคต

จึงมีการเปลี่ยนมาเป็น ชิง “สายรัดถุงน่อง” ด้วยความที่สายรัดถุงน่องนี้อยู่ใกล้อวัยวะเพศของเจ้าสาวจึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ แต่การชิงสายรัดถุงน่องนี้ก็ก่อให้เกิดความโกลาหลไม่แพ้การชิงชุดเจ้าสาว สุดท้ายจึงได้เปลี่ยนมาเป็นธรรมเนียมการโยนช่อดอกไม้แทน

ซึ่งช่อดอกไม้เจ้าสาวนี้ จากเริ่มเดิมทีมีการนำสมุนไพร หรือเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรงมาใช้แทนดอกไม้ได้ด้วย เนื่องจากความเชื่อว่าเครื่องเทศเหล่านั้นจะช่วยกันปีศาจร้ายออกไป ไม่ให้มากล้ำกรายหรือก่อความวุ่นวายในวันแต่งงาน