เรื่องน่ารู้ เมื่อแต่งงานกับชาวต่างชาติ

ทุกวันนี้ มีสาวไทยที่แต่งงานอยู่กินกับหนุ่มต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ จนในบางพื้นที่ทางภาคอีสาน อย่างเช่น จังหวัดขอนแก่น หรือ อุดรธานี ที่มีลูกเขยเป็นฝรั่งตาน้ำข้าวกันเยอะแยะมากมายจริงๆ

ถ้าได้แต่งงานกับคนดีก็โชคดีไป แต่ถ้าได้แต่งงานกับฝรั่งที่ไม่มีความรับผิดชอบก็อาจเจอเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาวุ่นวายจนหาทางแก้ไขได้ยากจริงๆ

อันดับแรกที่ผู้หญิงควรศึกษาหาข้อมูลคือ “กฎหมาย” ทั้งที่เป็นกฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายของประเทศฝ่ายชาย เพื่อทราบถึงสิทธิ หน้าที่ และประโยชน์ที่ตนจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

และปัจจุบันนี้ การจดทะเบียนสมรสในประเทศไทย ระหว่างหญิงไทยกับหนุ่มต่างชาติ ทำได้สะดวก ณ ที่ทำการเขตหรือที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง เพียงแต่คู่สมรสต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนเท่านั้น

สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือใบรับรองความโสดของฝ่ายชาย ซึ่งสามารถขอได้ที่สถานทูตของประเทศที่ชายคนนั้นถือสัญชาติอยู่ โดยให้ชายนำหนังสือเดินทางของเขาเอง ไปที่สถานทูตในประเทศไทย เพื่อให้สถานทูตตรวจสอบและรับรองว่า ชายนั้นมีสถานภาพโสด

และเมื่อได้คำรับรองมาแล้ว ให้แปลคำรับรองนั้นโดยสำนักแปลที่รับรองได้ แล้วให้นำคำรับรองพร้อมคำแปลเป็นภาษาไทย ไปให้กรมการกงสุลรับรองอีกครั้ง แล้วนำเอกสารดังกล่าว ไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงไทย เพื่อให้ได้สิทธิ หน้าที่ และประโยชน์ที่ตนจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย

ส่วนการจดทะเบียนสมรสที่สถานทูตของประเทศฝ่ายชายในไทย ถือว่าเป็นการจดทะเบียนสมรสในต่างประเทศ ไม่มีผลกับสถานภาพของคู่สมรสในประเทศไทย แต่ทำให้หญิงไทยได้สิทธิ หน้าที่ และประโยชน์ที่ตนจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศฝ่ายชาย ดังนั้นหากหญิงต้องการได้รับสิทธิ หน้าที่ และประโยชน์ที่ตนจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศไทยก็ต้องจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยด้วย

แต่มีข้อควรระวัง เนื่องจากเคยมีปัญหาสามีต่างชาติแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับหญิงไทยจริง แต่หนีกลับประเทศของตนเองและไม่กลับมาประเทศไทยอีก ส่งผลต่อผู้หญิงไทยได้หากไม่ได้หย่ากันตามกฎหมาย เพราะการทำนิติกรรมบางอย่าง เช่น การซื้อขายที่ดิน กฎหมายได้กำหนดให้หญิงไทยที่จดทะเบียนสมรสแล้วจะทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินได้ ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากคู่สมรสด้วย

บางคนอาจคิดว่า ก็อย่าไปบอกสิ ว่าเราแต่งงานแล้ว บอกไปว่า โสด หากแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ดินไปอย่างนั้นจริงๆ เรื่องนี้คนพูดอาจกลายเป็นผู้กระทำความผิดอาญา ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีนะคะ หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในกรณีต้องการหย่าจากกัน หากเกิดปัญหาฝ่ายชายหนีกลับประเทศ ไม่ยอมกลับมาเมืองไทยอีกแล้ว ฝ่ายหญิงต้องขอพึ่งพากระบวนการยุติธรรมของไทย แม้มีข้อกฎหมายให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปยังภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของฝ่ายสามีชาวต่างชาติที่อยู่นอกราชอาณาจักรไทย แต่ต้องรอขั้นตอนเป็นเวลานานมาก เพราะต้องส่งเรื่องไปที่กระทรวงยุติธรรม จากนั้นจึงส่งต่อไปยังกระทรวงต่างประเทศ โดยวิธีทางการทูต จะมีข้อยกเว้นอยู่ไม่กี่ประเทศ คือ ประเทศอินโดนีเซีย, สาธารณรัฐประชาชนจีน, ประเทศออสเตรเลีย และราชอาณาจักรสเปน ที่เป็นการส่งเอกสารคำฟ้องได้โดยตรงทางศาล

เนื่องจากประเทศไทยได้มีข้อตกลงระหว่างประเทศในเรื่องการส่งคำคู่ความและเอกสารและการสืบพยานในคดีแพ่งและพาณิชย์กับประเทศต่างๆ เหล่านี้แล้ว ดังนั้นเราควรสนับสนุนให้ประเทศไทยได้ทำข้อตกลงเช่นนี้กับประเทศอื่นๆ อีกเยอะๆ นะคะ เพื่อช่วยหญิงไทยให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วในทางคดีแพ่งและพาณิชย์มากขึ้น

แต่ก็ยังอีกปัญหาที่น่าห่วงคือ แม้ว่าหญิงไทยจะชนะคดีที่ตนเองฟ้องสามีต่างชาติในศาลไทยได้แล้ว อย่างเช่น ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู หรือฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตร ได้แล้ว แต่สามีต่างชาติหลบหนีกลับประเทศของตนไม่ยินยอมจ่ายค่าอุปการะหรือค่าเลี้ยงดูบุตรเหล่านั้น แต่ปรากฏว่าคำพิพากษาของศาลไทยไม่สามารถใช้บังคับกับสามีและทรัพย์สินของสามีต่างชาติในประเทศของเขาได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการยอมรับและการบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศในเรื่องทางแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องให้รัฐบาลไทยรีบดำเนินการต่อไป

ในระหว่างนี้ หญิงไทยก็ต้องพึ่งพาตัวเองต่อไป หากต้องการให้สามีต่างชาติจ่ายค่าอุปการะหรือค่าเลี้ยงดูบุตร ก็ควรพยายามพูดเจรจากันดีๆ เพราะเรายังไม่อาจไปบังคับจากทรัพย์สินของสามีต่างชาติในประเทศของเขาได้ มีทางเดียวคือการเดินทางไปฟ้องคดีที่ประเทศของสามี ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก

ดังนั้น ทางที่ดีสำหรับหญิงไทย จึงควรจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยและที่สถานทูตของประเทศที่สามีถือสัญชาติอยู่ด้วย เพื่อให้ทางสถานทูตประเทศนั้นให้ความช่วยเหลือเรา หากเกิดปัญหาขึ้น ที่สำคัญควรศึกษาข้อกฎหมายของประเทศเหล่านั้นด้วย เพื่อให้ทราบถึงสิทธิ หน้าที่และประโยชน์ที่ตนได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศนั้น

ข้อมูลเหล่านี้ ต้องขอขอบคุณ ดร. ธนกร วรปรัชญากูล ซึ่งท่านเป็นอัยการประจำกรม อยู่ในสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด ที่ได้ทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้เหล่านี้ให้นักกฎหมายได้ทราบผ่านข่าวเนติบัณฑิตยสภา

และในกรณีท่านใดกำลังมีปัญหากับสามีต่างชาติอยู่ ต้องการขอคำปรึกษาหรือขอรับความช่วยเหลือทางกฎหมาย ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทยหรือต่างประเทศ สามารถร้องเรียนไปที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศได้ค่ะ ซึ่งมีบริการให้คำปรึกษาปัญหากฎหมายผ่านอินเตอร์เน็ตด้วย

สุดท้ายนี้ ก็พอจะสรุปได้ว่า “การใช้ชีวิตคู่” ไม่ว่าจะใช้ภาษาเหมือนกัน หรือต่างกัน หากมีปัญหาในชีวิตคู่ขึ้นแล้ว ก็ดูวุ่นวายและยุ่งยากด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นอย่าพยายามให้เกิดปัญหาขึ้นจะดีกว่านะคะ ที่สำคัญหากจะเลือกใครมาเป็น “คู่ชีวิต” ชายคนนั้นที่ควรเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในฐานะเป็นสามี เป็นพ่อ เป็นดีที่สุด