7 ขั้นตอนพิธีแต่งงานแบบไทยๆ

สำหรับพิธีแต่งงานในแบบต่างๆ นั้น ล้วนมีขั้นตอนตามประเพณีของแต่ละท้องถิ่นที่ซับซ้อนอยู่หลายอย่าง ซึ่งความซับซ้อนหลายขั้นตอนนี้อาจไม่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบในการทำงานของคนเมืองในปัจจุบันเลย

ในสมัยนี้พิธีการแต่งงานจึงได้ถูกตัดทอนย่นย่อลงมากเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน สิ่งที่สิ้นเปลืองก็ตัดออกไป แต่ยังคงรักษาพิธีการแต่งงานตามธรรมเนียมไทยสืบต่อกันมา บ่าวสาวหลายคู่ที่กำลังตัดสินใจเข้าพิธีแต่งงาน จึงต้องมีการเตรียมการพิธีการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นภายในงาน เพื่อให้เหมาะสมกับเวลาของตัวเองและแขกที่จะมาร่วมงาน เพราะการใช้ชีวิตที่เร่งรีบในการทำงานโดยเฉพาะคนในเมืองกรุงฯ อาจจะทำให้เวลาในการจัดงานต้องทำกันแบบรวบรัด และจากประสบการณ์ที่ผมเป็นช่างภาพแต่งงาน ผ่านการจัดงานแต่งงาน จัดงานสถานที่แต่งงาน และถ่ายรูปคู่บ่าวสาวมายาวนาน.. เห็นได้ชัดเลยว่าความรู้เรื่องการแต่งงานของบ่าวสาว ณ วันนี้มีน้อยลงมากจนกลายเป็นไม่รู้ไปเลย วันนี้ผมจึงได้เรียบเรียงและเอาความรู้เกี่ยวกับ “พิธีแต่งงาน” แบบละเอียดและถูกต้องมาฝากกันครับ ส่วนคู่บ่าวสาวจะนำส่วนใดไปใช้บ้าง ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ใหญ่แต่ละท่าน ตามไปดูกันเลยครับ

1. พิธีสงฆ์

ธรรมเนียมไทยนั้นเมื่อมีการทำพิธีหรือมีงานมงคล ย่อมต้องมีการทำบุญสร้างกุศลเพื่อความเป็นสิริมงคลมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ

ในงานแต่งงานพิธีสงฆ์เป็นพิธีการทางศาสนาที่บ่าวสาวชาวพุทธปฏิบัติกันมาช้านาน เพราะถือเป็นการสร้างความเป็นสิริมงคลในงานแต่งงานของคู่บ่าวสาว ซึ่งตามประเพณีดั้งเดิมนั้น การนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์จะทำในช่วงเย็นของวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันก่อนวันแต่งงานหนึ่งวัน และในวันแต่งงานจะมีเฉพาะการตักบาตรร่วมกันในตอนเช้า แต่ในปัจจุบันนิยมทำพิธีกันในช่วงเช้าวันเดียวกัน เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและสะดวกมากขึ้นสำหรับคู่บ่าวสาว เกี่ยวกับการนิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์ในงานมงคลสมรสนั้น แต่ก่อนนิยมนิมนต์เป็นคู่ เช่น ๔ รูป ปัจจุบันนิยม ๙ รูป เพราะเชื่อว่าเป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า “ก้าว” หรือหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้านั้นเอง โดยนับพระประธานด้วยเป็น ๑๐ องค์ ครบจำนวนคู่พอดี สำหรับการประกอบพิธีกรรมทางสงฆ์มีขั้นตอนได้แก่ เมื่อพระสงฆ์มาถึงและนั่งที่อาสนะแล้ว คู่บ่าวสาวจะจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล และรับศีล 5 รวมไปจนถึงการถวายขันและเทียนเพื่อให้พระทำน้ำพระพุทธมนต์ เจ้าภาพจะมอบให้คู่บ่าวสาวเป็นผู้ถวายก็ได้ จากนั้นเจ้าพิธีจะอาราธนาพระปริตร หมายถึงการขอให้พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เพื่อกำจัดทุกข์และโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ไปจนถึงบทมงคลสูตร เจ้าพิธีจะจุดเทียนชนวนเพื่อเป็นการขอให้พระสงฆ์ทำน้ำพระพุทธมนต์สำหรับใช้ในพิธี น้ำพระพุทธมนต์ที่เกิดจากการสวดพระปริตรนี้ถือว่าเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ จะนำมาเป็นน้ำสังข์สำหรับหลั่งในพิธีรดน้ำและใช้ในกาลมงคลต่อๆ ไปได้ จากนั้นจะต่อด้วยการตักบาตร ตามความเชื่อคนไทยโบราณว่า “ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน” การตักบาตรนี้ แต่เดิมให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวตักกันคนละทัพพีใส่ในบาตรพระทุกองค์ที่มาเจริญพระพุทธมนต์ ต่อมากลายเป็นคู่บ่าวสาวร่วมจับทัพพีเดียวกัน ตักบาตรพร้อมกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นความเชื่อว่า หากชายหญิงได้มีโอกาส “ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน” ต่อไปจะได้เกิดมาเป็นคู่กันในทุกชาติ มีคติความเชื่ออันหนึ่งเกี่ยวกับการตักบาตรของคู่บ่าวสาวว่า ถ้าผู้ใดจับที่คอทัพพีหรือจับทัพพีอยู่ด้านหน้าเชื่อว่าจะเป็นผู้นำครอบครัว ผู้นั้นจะเป็นใหญ่เหนือกว่าคู่ของตน ซึ่งต้องเลื่อนมือมาจับตรงปลายทัพพี ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายจะแอบกระซิบบอกคนของตนให้รีบจับที่คอทัพพี ถ้าต่างแย่งกันจับก็คงไม่น่าดูนัก อาจแก้ไขด้วยการผลัดกันจับที่คอทัพพีคงจะได้ เพราะต้องตักบาตรพระถึง ๙ รูป หรือหากเป็นช่วงสายจะเป็นการถวายภัตตาหารเพล โดยเริ่มจากถวายอาหารแแด่พระพุทธ แล้วจึงประเคนอาหารคาวหวานแด่พระสงฆ์ หรืออาจจัดเป็นปิ่นโตที่มีอาหารคาวหวาน ถวายพร้อม ธูป เทียน ปัจจัย เครื่องไทยธรรมได้เช่นกัน หลังจากถวายเสร็จแล้ว พระสงฆ์อนุโมทนา และขึ้นบทสวด “ยะถา.. สัพพี..” คู่บ่าวสาวจะกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับเทพยดา เจ้ากรรมนายเวร บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ จากนั้นจะถึงพิธีในขั้นสุดท้าย พระสงฆ์จะเจริญชัยมงคลคาถา พร้อมประพรมน้ำมนต์ให้เพื่อเป็นสิริมงคลจึงเป็นอันเสร็จพิธี

อาจทำการตักบาตรร่วมกันอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นหลังจากวันแต่งงาน โดยคู่บ่าวสาวต้องนำอาหารคาวหวานไปดักรอพระที่ออกบิณฑบาตผ่านหน้าบ้านยามเช้า เหมือนการตักบาตรของชาวบ้านทั่วไป อาจกระทำติดต่อกัน ๓ วัน ๗ วันหรือ ๙ วัน แล้วต่อด้วยการถวายสังฆทาน หรือหากเป็นช่วงสายจะถวายสังฆทานแล้วจึงถวายภัตตาหารเพล หรืออาจจัดเป็นปิ่นโตอาหารถวาย พร้อมดอกไม้ ธูป เทียน ปัจจัย เครื่องไทยธรรม หลังจากนั้นพระสงฆ์จะเจริญชัยมงคลคาถาให้เพื่อความเป็นสิริมงคลของคู่บ่าวสาวและครอบครัว

เครื่องใช้ที่ต้องจัดเตรียมสำหรับพิธีสงฆ์คือ ชุดโต๊ะหมู่บูชา, แจกันดอกไม้ 2 ชุด ธูป 3 ดอก เทียนสีเหลือง 2 เล่ม เทียนต่อ 1 เล่ม, เชิงเทียน และกระถางธูป, อาสนะ 9 ที่, ที่กรวดน้ำ กระโถน แก้วน้ำ ทิชชู, ขันน้ำมนต์ และที่สำหรับประพรมน้ำมนต์, อุปกรณ์เครื่องเจิม หรือแป้งเจิม, ปัจจัยถวายพระสงฆ์, ภัตตาหารสำหรับถวายพระสงฆ์ 9 รูป และอาหารสำหรับแขกร่วมงาน, ชุดเครื่องเช่นสำหรับพระพุทธ และพระภูมิเจ้าที่, อาหารสำหรับตักบาตร ขันข้าว ทัพพี, ดอกไม้ธูปเทียนถวายพระ 9 ชุด, พานใส่ของถวายพระ, ด้ายสายสิญจน์สำหรับทำพิธี และสายสิญจน์ที่ทำเป็นมงคลคู่ หรือมงคลแฝด

การจัดวางเครื่องใช้ใน”พิธีสงฆ์” อย่างดอกไม้ ธูป เทียน อาสนะหรือที่รองนั่งสำหรับพระสงฆ์ โต๊ะหมู่บูชาสำหรับจัดวางพระพุทธรูปประธาน ด้ายสายสิญจน์ที่ปลายด้านเริ่มต้นต้องพันวนไว้กับฐานพระพุทธรูป 3 รอบ โดยพันเวียนจากซ้ายไปขวา วนเป็นทักษิณาวรรต แล้วหาพานวางด้ายสายสิญจน์ที่เหลือไว้ใกล้ ๆ เพื่อให้พระสงฆ์หยิบใช้ประกอบการเจริญพระพุทธมนต์ได้อย่างสะดวก นำบาตรน้ำมนต์มาวางไว้ใกล้กับพานวางด้ายสายสิญจน์ ซึ่งอยู่ติดกับที่นั่งของพระสงฆ์ที่เป็นประธาน ในบาตรต้องใส่น้ำไว้พอควร อาจจะใส่ใบเงิน ใบทอง ใบนาก หญ้าแพรก ผักส้มป่อย ผิวมะกรูดลงไปตามธรรมเนียมความเชื่อของแต่ละพื้นที่ก็ได้ หรือไม่ก็ใส่อะไรตามที่พบเห็นมากที่สุดในปัจจุบันก็ได้เช่นกัน ข้างบาตรน้ำมนต์จะวางเทียนสีขาวหนึ่งเล่มโดยมักวางรวมไว้กับพานที่ใส่ด้ายสายสิญจน์ เพื่อใช้ในการทำน้ำมนต์ นอกจากนั้นที่ขาดไม่ได้ยังมีมงคลแฝด และแป้งเจิมหน้าผากคู่บ่าวสาวไว้เข้าพิธีด้วย

2. การจัดเตรียมขันหมาก

ขันหมากแต่งงานมีการจัดหมวดหมู่ต่างกันออกไป คือต้องจัดแยกเป็นขันหมากเอก และขันหมากโท ซึ่งฝ่ายเจ้าบ่าวจะทำหน้าที่ยกไปมอบให้ครอบครัวของฝ่ายเจ้าสาวในวันแต่งงาน

ขันหมากเอก ประกอบด้วยชุดพานดังต่อไปนี้

  • 1. พานขันหมาก ประกอบด้วย พลู 2 พาน ซึ่งในพานจะมีหมาก 8 ผล, พลู 4 เรียง ๆ ละ 8 ใบ, ถุงเงิน 2 ใบ, ถุงทอง 2 ใบ ข้างในบรรจุถั่วเขียว, งาดำ, ข้าวเปลือก, ข้าวตอก และซองเงิน 1 ซอง และต้องจัดให้ขันบรรจุหมากพลูมีขนาดใหญ่กว่าขันอื่นๆ ด้วย
  • 2. พานสินสอดทองหมั้น ต้องมีขันใส่เงิน ทอง เพชร นาค ของหมั้นตามจำนวนที่ได้ตกลงกันไว้ แต่อาจจะใส่รวมไว้ใน 1 พาน หรือถ้าเยอะมากๆ อาจแยกเป็น 2 พานก็ได้ เมื่อใส่เงินทองเรียบร้อยแล้ว ควรจะต้องมีถุงเล็กถุงน้อยใส่ถั่วงา ข้าวเปลือก ข้าวตอกใส่มาในขันนี้ด้วย แต่ธรรมเนียมบางแห่งจัดแยกกัน คือจัดเงินสินสอดใส่ห่อผ้าลงในขันหนึ่ง แล้วจัดถุงข้าวและถั่วงาลงขันอีกใบหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรสิ่งสำคัญคือ ต้องตกแต่งให้เรียบร้อยสวยงามเช่น ประดับมาลัยดอกรัก บานไม่รู้โรยใบตองประดิษฐ์ มีผ้าคลุมไว้เพื่อความเหมาะสม
  • 3. พานแหวนหมั้น ใช้พานขนาดเล็กซึ่งจะมีการออกแบบที่รองแหวน จัดประดับพานด้วยดอกไม้เพื่อความสวยงามด้วย
  • 4. พานธูปเทียนแพ ไว้สำหรับบูชาพระรัตนตรัย กราบไว้พ่อแม่ ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และขอพรจากผู้ใหญ่ ไม่ต้องทำขนาดใหญ่มากจนเกินไป และยังสามารถที่จะใช้พานนี้ในการรับไหว้ผู้ใหญ่ได้อีกด้วย
  • 5. พานผ้าสำหรับไหว้ หรือพานธูปเทียนแพ จัดไว้เป็นจำนวนเลขคู่ ซึ่งพานไหว้ผู้ใหญ่ในสมัยก่อนจะใช้พานธูปเทียนแพเท่านั้น แต่ในปัจจุบันพานไหว้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยมากจะจัดเป็น 3 สำรับ คือ ส่วนแรกคือสำรับแรก เป็นผ้าขาวสำหรับนุ่ง 1 ผืน และห่ม 1 ผืน เทียนและธูปหอม ดอกไม้อีกกระทง อันนี้สำหรับเซ่นไหว้ผีปู่ย่าตายาย ส่วนที่สองอีก 2 สำรับใช้ไหว้พ่อและแม่เจ้าสาว ไม่ต้องมีธูปเทียนและดอกไม้ ในกรณีที่ปู่ย่าตายายยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่ต้องจัดพานผ้าไหว้เซ่นบรรพบุรุษ ส่วนผ้าไหว้สำหรับพ่อตาแม่ยาย แทนที่จะใช้ผ้าเป็นผืนอาจเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่ท่านจะนำไปใช้งานได้จริง
  • 6. เตียบเครื่องคาวหวาน ในเครื่องขันหมากเอกมีไว้เพื่อเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือนหรือผีปู่ย่าตายายของบ้านเจ้าสาว โดยให้จัดไว้ 4 เตียบ เตียบแรกจะใส่เหล้า 1 ขวด เตียบสองไก่ย่าง 1 ตัว เตียบสามใส่อาหารปรุงสุกตามท้องถิ่น เตียบสี่เป็นผลไม้รวมกับขนมหวานชนิดอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ ด้วยแต่ละท้องถิ่นมีธรรมเนียมนิยมเรื่องอาหารต่างกันออกไปอยู่แล้ว ขอเพียงให้มีเหล้า 1 เตียบ และผลไม้ของหวาน 1 เตียบ ก็เป็นอันใช้ได้ ถ้าไม่มีเตียบ อาจดัดแปลงเปลี่ยนเป็นพานหรือถาดก็ไใช้ได้เช่นกัน แต่ขอให้เตรียมผ้าสวยๆ ไว้คลุมปิดให้เรียบร้อยเป็นพอ (ในบางงานตัดการจัดเตียบออกไปเลยเพราะปู่ย่าตายายก็ยังอยู่กันครบแถมไม่ได้จัดงานที่บ้านจึงไม่ต้องเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือน)
  • 7. พานเชิญขันหมาก เป็นพานของฝ่ายหญิง โดยเมื่อขบวนขันหมากมาถึงบ้านฝ่ายหญิงและผ่านประตูเงินประตูทองมาแล้ว ฝ่ายหญิงก็จะให้เด็กผู้หญิงถือพานนี้ลงมาเชิญขันหมากเจ้าบ่าวเข้าบ้าน
  • 8. พานต้นกล้วยต้นอ้อย อย่างละ 1 คู่ เพื่อสื่อถึงให้คู่บ่าวสาวทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง นอกจากนี้ต้นกล้วยยังหมายถึงให้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ต้นอ้อยหมายถึงความรักที่หวานชื่นของคู่บ่าวสาว ทั้งนี้ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เป็นต้นเล็กนำมาให้เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นคนถือ
  • 9. ร่มสีขาว โดยจะให้เฒ่าแก่ 2 ฝ่ายถือคนละคัน
  • 10. ช่อดอกไม้เล็กๆ สำหรับเจ้าบ่าวถือไปรับตัวเจ้าสาว

ขันหมากโท ประกอบด้วยชุดพานดังต่อไปนี้

พานขนมมงคล 9 อย่าง ได้แก่ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองเอก จ่ามงกุฎ เสน่ห์จันทร์ ลูกชุบ ขนมกง ขนมชั้น หรืออาจะเป็นขนมมงคลอย่างอื่นก็ได้ ซึ่งอาจจะบรรจุมาในขัน ถาด หรือพาน ส่วนมากมักใช้ขนมชนิดที่นิยมในงานมงคลมีกล้วย ส้ม มะพร้าวอ่อน ข้าวเหนียวแก้ว กะลาแม จัดเป็นคู่ทั้งจำนวนชิ้นขนม และจำนวนภาชนะที่บรรจุ แล้วปักธงกระดาษสีแดงตกแต่งไว้ตรงกลางทุกภาชนะที่บรรจุ ไม่นิยมอาหารที่ปรุงสุกแล้ว แต่จะเป็นประเภท ไก่ หมู ที่ยังสดๆ อยู่ ไก่นั้นจัดถาดละตัว รวม 2 ถาด ใช้ไก่ที่ลวกน้ำร้อนถอนขนเรียบร้อยแล้ว หมูใช้เนื้อหมูเป็นชิ้นๆ เพราะอาหารเหล่านี้ใช้สำหรับเป็นเครื่องเซ่นผีบรรพบุรุษตามประเพณีโบราณ หลังจากเช่นแล้วจึงนำมาปรุงเลี้ยงดูกัน และสุรา 2 ขวดหรือ 4 ขวด ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องสุราอาหารนั้น เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ทางฝ่ายเจ้าสาวจะจัดเตรียมไว้สำหรับเลี้ยงแขกโดยเฉพาะอยู่แล้ว

3. พิธีการแห่ขันหมาก

การจัดขบวนขันหมาก ต้องเริ่มต้นด้วยเจ้าบ่าวถือช่อดอกไม้เล็ก ๆ หรือพานธูปเทียนแพรก็ได้ ตามมาด้วยเถ้าแก่ของฝ่ายเจ้าบ่าวและเด็กนำขันหมาก(เด็กผู้ชาย) คนถือซองเงิน พ่อแม่เจ้าบ่าว คู่ต้นกล้วยต้นอ้อย ขันหมากเอก(ญาติผู้ใหญ่ถือ) คู่พานขันหมากพลู พานสินสอดทองหมั้น พานแหวนหมั้น พานธูปเทียนแพ คู่พานผ้าไหว้ และเตียบ หลังจากนั้นถึงต่อท้ายด้วยชุดพานขันหมากโท(ญาติหรือเพื่อนถือ) และที่เห็นกันบ่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของขบวนขันหมาก คือวงกลองยาวที่ตีฆ้องร้องรำนำหน้าขบวนกันมา สิ่งที่ช่วยสร้างสีสันอีกอย่างได้แก่ การตกแต่งหน้าขบวน ซึ่งนิยมใช้ต้นอ้อย 1 คู่ ถือเป็นการเอาเคล็ดเรื่องความหวาน ในบางท้องถิ่นใช้ต้นกล้วย 1 คู่แทน หมายถึงการมีลูกหลานมากมาย และที่ใช้ทั้งกล้วยทั้งอ้อยก็เห็นกันอยู่บ่อยๆ ส่วนวงกลองยาวและต้นกล้วยต้นอ้อย หากสถานการณ์ไม่อำนวยไม่ต้องมีก็ได้ เพราะไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญ แต่โดยส่วนมากก็มักจะอยากให้มีประกอบอยุ่ในขบวนด้วยเพื่อความสนุกสนานเฮฮาของทั้งเจ้าภาพและของแขกที่มาร่วมงาน ส่วนใหญ่แล้วผู้ทำหน้าที่ยกข้าวของเครื่องขันหมากเอกมักใช้ผู้หญิง ส่วนขันหมากโทจะเป็นชายหรือหญิงทำหน้าที่ยกก็ได้

ลำดับขั้นก่อนหลังเมื่อขบวนเคลื่อน โดยเมื่อขบวนเคลื่อนมาไกล้ถึงหน้าบ้านเจ้าสาวนั้น จากตอนแรกเจ้าบ่าวอยู่หน้าสุดของขบวน ตามด้วยเฒ่าแก่ ส่วนต้นกล้วยและต้นอ้อยที่เดินตามเจ้าบ่าวมานั้น เมื่อขบวนเคลื่อนย้ายมาถึงหน้าบ้านแล้วให้มาอยู่ด้านหน้าและให้เจ้าบ่าวมาอยู่หลังสุด ก่อนขบวนรำ ส่วนเถ้าแก่ของฝ่ายเจ้าบ่าวและเด็กนำขันหมาก(เด็กผู้ชาย) ในตอนเริ่มขบวนเฒ่าแก่จะอยู่เรียงต่อจากเจ้าบ่าว แต่เมื่อเดินทางมาใกล้ถืงหน้าบ้านเจ้าสาว เฒ่าแก่ก็จะเป็นฝ่ายออกมารับหน้า ซึ่งถือว่าเป็นแทนเจ้าบ่าว

การกั้นประตู เป็นอีกเรื่องที่แรกเริ่มเดิมทีเป็นไปเพื่อความสนุก แต่ภายหลังแทบจะเป็นองค์ประกอบหลักของงานแต่งงานไปทีเดียวคือ การขวางทางขบวนขันหมากฝ่ายเจ้าบ่าวไว้เมื่อเคลื่อนเข้ามาในเขตบ้านเจ้าสาว โดยใช้คนสองคนถือสิ่งของที่มีลักษณะยาวออกกางกั้นไว้ หากไม่มอบของกำนัลให้ ก็จะไม่ยอมให้ผ่านเข้าไปได้ การกั้นประตูจะต้องทำโดยญาติพี่น้องหรือลูกหลานในครอบครัวเจ้าสาว ส่วนใหญ่มักทำกัน 3 ครั้ง ครั้งแรกใช้ผ้ากางกั้นไว้เรียกว่าประตูชัย ประตูที่สองใช้ผืนแพรเรียกว่า ประตูเงิน สุดท้ายกั้นด้วยสายสร้อยทองเรียกว่า ประตูทอง ในแต่ละประตู เถ้าแก่ของเจ้าบ่าวจะต้องเจรจาเพื่อมอบของขวัญ (ส่วนมากนิยมใช้ซองใส่เงิน) ก่อนจะผ่านประตูไปได้ ซึ่งมูลค่าของขวัญมักจะต้องสูงขึ้นตามลำดับด้วย เมื่อขบวนขันหมากผ่านเข้ามาจนถึงตัวบ้านแล้ว ฝ่ายเจ้าสาวต้องส่งเด็กผู้หญิงถือพานบรรจุหมากพลูออกมาต้อนรับเถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวเพื่อเป็นการรับขันหมาก และเชิญให้เข้าไปข้างใน เมื่อผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวออกมาต้อนรับพูดคุย และรับรู้เครื่องของในขบวนแล้ว ก็รับข้าวของเหล่านั้นไว้ และทำการเปิดเตียบ (ในกรณีที่มีเตียบในขบวน) เพื่อจุดธุปเซ่นไหว้ต่อไป รายละเอียดขั้นตอนต่างๆ แต่ละท้องถิ่นก็ต่างกันไป ถ้าจะว่ากันโดยสรุปแล้ว เมื่อผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวนับสินสอดครบถ้วนแล้ว ก็ต่อด้วยการให้เจ้าสาวกราบผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย แล้วจัดการเลี้ยงอาหารแขกที่มาร่วมงาน ซึ่งการเตรียมอาหารเป็นหน้าที่ของฝ่ายเจ้าสาว จากนั้นแจกของขวัญหรือซองเงินให้คนยกขันหมากมาในขบวน (รวมทั้งให้ตัวเถ้าแก่ฝ่ายชายด้วย)

4. พิธีสู่ขอและพิธีการหมั้น

ในสังคมเร่งรีบของคนเมืองในปัจจุบัน เชื่อว่าคู่บ่าวสาวสมัยใหม่หลายคู่ต้องการจัดพิธีหมั้นแบบเรียบง่าย เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดงาน สำหรับพิธีหมั้นแบบเรียบง่ายและเหมาะเป็นอย่างสำหรับคู่บ่าวสาวที่ถือฤกษ์สะดวก ด้วยการจัดงานหมั้นแค่ในช่วงเช้าเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเชิญแขกเฉพาะญาติและเพื่อนสนิท ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณและเวลาในการทำพิธีที่เรียบง่าย แต่โดยธรรมเนียมที่สืบทอดกันมายาวนานจะมีดังนี้

การสู่ขอ โดยประเพณีแล้วผู้ที่ได้รับมอบหมายให้มาสู่ขอนิยมให้สามีภรรยาที่อยู่กินกันมานานด้วยความผาสุกทำหน้าที่เป็น”เฒ่าแก่” ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีฐานะดี มีผู้ให้การเคารพนับถือ และรู้จักพ่อแม่หรือผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายรวมทั้งอุปนิสัยใจคอของฝ่ายชายเป็นอย่างดี เพราะตัวเฒ่าแก่จะเป็นผู้รับรองในตัวฝ่ายชาย โดยถือเคล็ดกันว่าชีวิตคู่จะได้มีความสุขอยู่กันจนแก่เฒ่าเหมือนกับเฒ่าแก่ที่มาทำพิธีให้นั่นเอง ในบางท้องถิ่นอาจให้ผู้ชายหรือผู้หญิงเป็นผู้ทำหน้าที่เฒ่าแก่ขันหมากหมั้นเพียงคนเดียวก็ได้ แต่ต้องเป็นคนที่แต่งงานแล้วอยู่กินกันมาเป็นระยะเวลานาน ไม่หย่าร้าง หรือ คู่ชีวิตได้เสียชีวิตลงไปก่อนแล้ว ซึ่งจะถือว่าไม่เป็นมงคลไม่ควรให้ไปเป็นเฒ่าแก่ ในสมัยก่อนนั้นการเจรจาสู่ขอเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวที่จะมีการทาบทามสู่ขอกับพ่อแม่ของฝ่ายหญิง ตามธรรมเนียมแล้วฝ่ายหญิงจะไม่ยอมยกให้โดยง่ายในการเจรจาครั้งแรก ซึ่งพ่อแม่ของฝ่ายหญิงมักจะขอเวลาให้ได้มีโอกาสสอบถามความสมัครใจของลูกสาวของตนเอง รวมทั้งสืบประวัติของฝ่ายชายเสียก่อน แต่ในปัจจุบัน พิธีการสู่ขอมักจะเป็นเพียงขั้นตอนการสอบถามตามประเพณีในพิธีการเท่านั้น เนื่องจากในสังคมปัจจุบันทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้จัก ว่าที่ลูกเขย ว่าที่ลูกสะใภ้ ของตนเองนานพอสมควรแล้ว และหลายคู่มีการคบหากันตั้งแต่ตอนเรียนจนจบมาก้อได้แต่งงานกัน แต่ยังคงดำรงวัฒนธรรมอันดีงามของประเพณีไทยไว้

หลังจากที่พิธีแห่ขบวนขันหมากเสร็จสิ้น จะนำพานขันหมากเอก พานขันหมั้น พานธูปเทียน พานสินสอดเงิน พานสินสอดทอง และพานแหวน มาเรียงไว้บนโต๊ะด้านหน้าของพิธี นายพิธีจะเรียนเชิญผู้ใหญ่และเถ้าแก่ของทั้งสองฝ่ายขึ้นเวที หรือเชิญให้นั่งเก้าอี้ ซึ่งเป็นบริเวณประกอบพิธีการ โดยการนั่งนั้นจะให้ฝ่ายหญิงอยู่ทางซ้ายของเวที ส่วนฝ่ายชายนั่งอยู่ทางขวาของเวที โดยให้คุณพ่อของทั้งสองฝ่ายนั้งอยู่ด้านนอกสุด

พิธีการสู่ขอ จะเริ่มโดยให้เถ้าแก่ หรือคุณพ่อคุณแม่ฝ่ายชายกล่าวแนะนำตนเอง และกล่าวสู่ขอเจ้าสาวให้กับเจ้าบ่าว โดยได้นำสินสอดทองหมั้นมาสู่ขอตรงตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ และเชิญคุณแม่เจ้าสาวตรวจนับสินสอด ทางด้านเถ้าแก่ฝ่ายหญิงและคุณแม่เจ้าสาวก็จะพิจารณาดูสินสอดทองหมั้นพอเป็นพิธี เสร็จแล้วคุณแม่เจ้าสาวจะอนุญาติให้เจ้าบ่าวไปรับเจ้าสาวมายังพิธีการ ปกติถ้าเป็นการจัดงานที่บ้าน จะซ่อนเจ้าสาวไว้ที่ห้องส่งตัว โดยเจ้าบ่าวจะต้องถือช่อดอกไม้ไปรับตัวเจ้าสาว แต่อาจจะมีเพือนเจ้าสาวคอยกั้นประตูอีกครั้งหนึ่ง แต่หากเป็นทางโรงแรมจะขึ้นกับความสะดวก จากนั้นจะเดินจูงมือเจ้าสาวมายังห้องพิธี โดยมีเพื่อนเจ้าสาวเดินตามมาคอยดูความเรียบร้อยของเจ้าสาวในการเดิน ไม่ว่าจะเป็นชุดที่ใส่หรือสไบที่ยาวลากพื้น อาจจะเหยียบทำให้พลิกล้มได้ เมื่อเจ้าสาวขึ้นเวทีโดยการเดินเข่า เพื่อนเจ้าสาวต้องคอยระวังเจ้าสาวไม่ให้พลาดล้มหรือสะดุด โดยให้ขึ้นเวทีทางด้านพ่อแม่เจ้าบ่าว แล้วกราบพ่อแม่เจ้าบ่าว 3 ครั้ง เนื่องด้วยเปรียบเสมือนพ่อแม่เป็นพระสำหรับลูก แล้วคลานเข่าไปยังพ่อแม่เจ้าสาว กราบพ่อแม่เจ้าสาวแล้วหันหน้าออกมาด้านหน้าเวที เมื่อทุกคนพร้อมนายพิธีจะเรียนเชิญแม่เจ้าสาวมาตรวจนับสินสอด โดยนิยมให้เพื่อนเจ้าสาวมาช่วยแก้ผ้าห่อสินสอด และรวบรวมใส่พานสินสอดให้แม่เจ้าสาว โดยนำใบพลู ใบหมาก ใบเงิน ใบทอง ใบรัก มาจัดเรียงในพานสินสอด และนำสินสอด เงิน ทองมาวางจัดเรียงรวมกันในพานให้สวยงาม และให้แม่เจ้าสาวนำถั่วงา ข้าวตอก ดอกไม้จากพานสินสอดมาโรยในพานวางสินสอด พร้อมให้พรให้สินสอดทองหมั้นงอกเงยเติบโตดุจถั่วงา ปัจจุบันนิยมให้ญาติผู้ใหญ่บนเวที ช่วยกันโปรยที่ละท่านเพื่อเป็นสิริมงคล หลังจากนั้นก็จะมัดสินสอดทองหมั้นทั้งหมดและแบกขึ้นบ่าแม่เจ้าสาว พร้อมทำท่าว่ามันหนักมากเดินบนเวที และส่งให้เพือนเจ้าสาวนำไปเก็บในที่ปลอดภัย ตามธรรมเนี่ยมสินสอดทองหมั้นถือเป็นค่าตอบแทนที่มอบให้กับแม่เจ้าสาวที่เลี้ยงดูเจ้าสาว ซึ่งหากว่าแม่เจ้าสาวจะคืนให้ลูกไปใช้ในการตั้งเนื้อตั้งตัว หลังจากแต่งงานจะนำส่วนหนึ่งมาคืนให้คู่บ่าวสาวตอนพีธีรับไหว้ เป็นการจบพิธีสู่ขอ

พิธีสวมแหวนหมั้น หลังจากเสร็จพิธีสู่ขอจะเป็นพิธีการสวมแหวนหมั้น เริ่มต้นให้ฝ่ายหญิงกราบฝ่ายชายหนึ่งครั้ง โดยให้ฝ่ายชายรับมือพนมของฝ่ายหญิง โดยจะวางที่ตักหรือระดับอก ฝ่ายชายจะสวมแหวนให้เจ้าสาวโดยสวมที่นิ้วนางข้างซ้ายเจ้าสาว และเจ้าสาวกราบขอบคุณ หากมีสร้อยคอ กำไลหรือต่างหู เฒ่าแก่ทั้งสองฝ่ายจะเรียกให้ฝ่ายชายหรือว่าที่เจ้าบ่าวทำการสวมให้ฝ่ายหญิง หรือว่าที่เจ้าสาวของตนต่อหน้าทุกคนเพื่อให้เป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นเจ้าสาวจะสวมแหวนให้เจ้าบ่าวที่นิ้วนางข้างซ้ายเช่นกัน

5. พิธีรดน้ำสังข์

ทราบกันมั้ยครับว่าในบรรดาพิธีการงานแต่งทั้งหมดนั้น “พิธีรดน้ำสังข์” หรือ “พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพร” เป็นพิธีที่ทำให้เจ้าสาวต้องหลั่งน้ำตากันมากที่สุด เพราะว่าพิธีรดน้ำสังข์เป็นพิธีที่ญาติผู้ใหญ่อันเป็นที่รักของคู่บ่าวสาวจะให้โอวาทสำหรับการเริ่มต้นชีวิตนั่นเองครับ โดยขั้นตอนของพิธีแต่งงานแบบไทยอันศักดิ์สิทธิ์อย่าง พิธีรดน้ำสังข์ เป็นขั้นตอนหลังจากที่คู่บ่าวสาวได้ร่วมทำบุญตักบาตร ฟังพระเจริญพุทธมนต์ และถวายจตุปัจจัยไทยธรรม จากนั้นจะเป็นฤกษ์รดน้ำหรือหลั่งน้ำสังข์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการแต่งงานแบบไทยที่มีความงดงามที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยแท้ๆ โดยคู่บ่าวสาวต้องนั่งที่ตั่งรดน้ำสังข์ ซึ่งจะมีหมอนสำหรับรองมือและพานรองรับน้ำสังข์ ส่วนด้านหลังจะเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวและเจ้าสาวยืนอยู่เพื่อความอบอุ่นสวยงาม

เกี่ยวกับเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวนี้มีความเชื่อกันว่า ควรเลือกคนที่อายุน้อยหรือใกล้เคียงกับคู่บ่าวสาว และอยู่ในช่วงที่ใกล้หรือมีโครงการจะแต่งงานเร็วๆ นี้ หากเอาคนที่ยังโสดอาจต้องกลายเป็นเพียงเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวไปตลอดชิวิต ไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวตัวจริงกับเขาเสียที ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ผู้ใหญ่ต้องการให้ผู้ที่ใกล้จะเข้าพิธีแต่งงานมารับรู้ได้ดูขั้นตอนของพิธีเอาไว้ เมื่อถึงคราวตัวเองจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง เพราะจะต้องอยู่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวไปจนกว่าจะเสร็จพิธี

พระสงฆ์หรือผู้เป็นประธานในพิธีจะทำการเจิมให้แก่คู่บ่าวสาว ซึ่งการเจิมนั้นจะมีความหมายต่างกันที่การใช้นี้ว เช่น ถ้าใช้นิ้วหัวแม่มือจะถือว่าเป็นนิ้วที่สกปรกน้อยที่สุด นิ้วนางเป็นแบบมุทราของเทวรูปพระวิษณุ นิ้วชี้เป็นนิ้วที่สวมแหวนพิรอดที่ถือว่าเป็นแหวนพระอุมาป้องกันสิ่งที่ไม่เป็นมงคล แต่ยกเว้นนิ้วกลางห้ามใช้ โดยจะเจิมจุดเดียวหรือสามจุดเรียงเป็นแถวตามนอน อาจเรียงเป็นรูปหน้าจั่วก็ได้ ฝ่ายชายนั้นพระท่านสามารถที่จะทำการเจิมได้โดยตรง แต่หากเป็นฝ่ายหญิงพระท่านไม่สามารถถูกเนื้อต้องตัวได้ จึงต้องจับมือฝ่ายชายเจิมหน้าผากให้เจ้าสาวของตน พร้อมสวมมงคลแฝดให้คู่บ่าวสาวคนละข้าง ซึ่งสายมงคลแฝดจะโยงห่างกันประมาณสองศอกเพื่อความสะดวก และส่วนปลายของมงคลจะโยงมาพันที่บาตรน้ำมนต์ และหางสายสิญจน์พระสงฆ์จะส่งกันไปโดยจับเส้นไว้ในมือ จนถึงพระองค์สุดท้ายก็จะวางสายสิญจน์ไว้ที่พาน

หากเป็นการรดน้ำตอนเย็นเหมือนที่นิยมจัดกันในสมัยนี้จะมีเพียงมงคลแฝดไม่มีสายโยง แต่ธรรมเนียมสมัยก่อนต้องมีสายโยงไปที่บาตรน้ำมนต์และพระสงฆ์ด้วย เพื่อให้พระท่านสวดพระสวดชยันโตในขณะที่ทำพิธีรดน้ำหรือหลั่งน้ำสังข์ เมื่อคู่บ่าวสาวสวมมงคลแฝดและนั่งพนมมือคู่กันในที่จัดไว้แล้ว จะมีคนคอยตักน้ำพระพุทธมนต์เติมในสังข์เพื่อส่งให้ผู้ที่จะรดน้ำอวยพร โดยเริ่มจากพ่อแม่ของคู่บ่าวสาว และญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายก็จะทยอยกันมารดน้ำสังข์ตามลำดับ ซึ่งในระหว่างที่ญาติผู้ใหญ่กำลังรดน้ำ พระสงฆ์ก็จะทำการสวดชยันโตเพื่อความเป็นสิริมงคลไปพร้อมกัน นิยมรดน้ำสังข์ใส่ในมือให้เจ้าสาวก่อน แล้วจึงรดให้เจ้าบ่าว ขณะหลั่งน้ำสังข์ก็กล่าวอวยชัยให้พรให้คู่บ่าวสาวประสบความสุขความเจริญ อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง

หลังจากพิธีรดน้ำสังข์เสร็จการปลดมงคลออกจากศีรษะของคู่บ่าวสาวนั้นจะปลดออกมาพร้อมกัน หรือจะปลดมงคลออกจากศีรษะแล้วเด็ดสายสิญจน์ที่ต่อมงคลแผดให้ขาดออกจากกัน แล้วมอบมงคลแฝดข้างละวงให้แก่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวพันข้อมือเอาไว้ จากนั้นรวบมือคู่บ่าวสาวให้ลุกขึ้นพร้อมกัน เป็นอันเสร็จพิธี โดยมีเคล็ดลางเกี่ยวกับพิธีรดน้ำสังข์คือ หากฝ่ายใดลุกขึ้นยืนก่อนฝ่ายนั้นจะได้เป็นผู้ที่อยู่เหนือคู่ครองของตน เช่น เจ้าสาวลุกขึ้นก่อนสามีจะเกรงกลัว แต่หากยึดถือมากเกินไปเวลารดน้ำเสร็จต่างก็รีบลุกขึ้นคงไม่ดีแน่ ผู้ใหญ่จึงมักจะบอกให้ทั้งสองฝ่ายช่วยประคับประคองกันลุกขึ้นแทน ซึ่งจะทำให้เกิดภาพที่น่าประทับใจมากกว่า

ส่วนในสมัยโบราณพิธีการแต่งงานจะมีทั้งพิธีรดน้ำสังข์และ “พิธีซัดน้ำ” พระสงฆ์จะเป็นผู้ทำพิธีโดยตักน้ำมนต์ในบาตรซัดสาดใส่คู่บ่าวสาว บรรดาเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวซึ่งมีอยู่หลายคู่จะแกล้งนั่งห้อมล้อมให้คู่บ่าวสาวนั่งเบียดกันชิดกัน การซัดน้ำนี้บางทีซัดจนเปียกปอนต้องเปลี่ยนชุดหลังจากเสร็จพิธีการแต่งงาน ก็น่าสนุกสนานเฮฮาครื้นเครงไปอีกแบบ

อุปกรณ์ในพิธีรดน้ำสังข์ประกอบด้วย ชุดตั่งหลั่งน้ำจะมี เก้าอี้นั่ง 2 ตัว, โต๊ะวางมือ 2 ตัว, โต๊ะวางพานรับน้ำสังข์ 2 ตัว, โต๊ะวางอุปกรณ์ 1 ตัว, พวงมาลัยบ่าวสาว, แป้งเจิม, มงคลแฝด, พานวางหอยสังข์, พานสำหรับน้ำสังข์, หมอนรองมือ, พานพุ่มดอกไม้สำหรับรับน้ำสังข์, ของชำร่วย โดยมีขั้นตอนในการจัดวางชุดตั่งรดน้ำสังข์คือ วางเก้าอี้ให้คู่กันบริเวณหน้าฉาก โดยเจ้าบ่าวจะนั่งด้านขวามือของเจ้าสาว ขณะเดียวกันฝ่ายเจ้าสาวก็จะนั่งอยู่ด้านซ้ายมือของเจ้าบ่าว และด้านหน้าเก้าอี้ตั้งโต๊ะวางมือ ส่วนพานดอกไม้สำหรับรับน้ำสังข์ จะตั้งอยู่บริเวณหน้าโต๊ะวางมือ ส่วนโต๊ะวางอุปกรณ์ เช่น พานวางหอยสังข์ และพานน้ำสำหรับใส่ในหอยสังข์ จะตั้งไว้บริเวณด้านขวาข้างฝ่ายเจ้าบ่าว และอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ซุ้มดอกไม้ประดับบริเวณโดยรอบของคู่บ่าวสาว และฉากหลังที่ตกแต่งด้วยผ้าสีอ่อนหวาน เพื่อความสวยงาม

6. พิธีรับไหว้

หลังเสร็จพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพรจะเป็น “พิธีรับไหว้” หรือ “พิธีไหว้ผู้ใหญ่” เพื่อเป็นการฝากเนื้อฝากตัวของคู่บ่าวสาว ในขั้นตอนการแต่งงาน พิธีรับไหว้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงออกถึงการมีสัมมาคารวะ ความนอบน้อมต่อบิดามารดา และบรรดาญาติผู้ใหญ่ ซึ่งคำว่า “รับไหว้” หมายถึง “ไหว้ตอบ” คือรับความเคารพจากคู่บ่าวสาวด้วยการให้ของตอบแทนหรือให้ศีลให้พร ซึ่งตามธรรมเนียมพิธีรับไหว้แต่เดิมนั้น คู่บ่าวสาวจะต้องถือพานดอกไม้ธูปเทียนคลานเข้าไปไหว้ผู้ใหญ่ แต่ในปัจจุบันอาจเป็นเพราะความไม่สะดวกของสถานที่ จึงเปลี่ยนมาจัดจัดโต๊ะเก้าอี้หรือปูเสื่อพรมสถานที่รับไหว้ เตรียมไว้เพื่อให้เป็นการสะดวกของคู่บ่าวสาว ผู้ใดจะทำพิธีรับไหว้ก็มานั่งในสถานที่นั้นต่อหน้าคู่บ่าวสาว ครั้นพอทำพิธีเสร็จแล้วจึงลุกออกไปเพื่อให้ผู้อื่นเข้ามาทำพิธีรับไหว้ต่อ โดยญาติผู้ใหญ่จะผลัดเปลี่ยนกันไปทำพิธีรับไหว้อย่างต่อเนื่อง พิธีรับไหว้นั้นจะไล่เรียงไปตามลำดับอาวุโส เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา ฯลฯ ส่วนใหญ่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงซึ่งเป็นเจ้าของบ้านจะให้เกียรติทางฝ่ายชายทำพิธีรับไหว้ก่อน หรือจะไหว้ปู่ ยา ตา ยาย ของทั้ง 2 ฝ่ายก่อนก็ได้ โดยการรับไหว้นั้น คู่บ่าวสาวจะยกพานธูปเทียนแพและผ้าไหว้คลานเข้าไปกราบบิดามารดา ถือเป็นการฝากเนื้อฝากตัวแสดงความเคารพ ซึ่งผู้ใหญ่จะรับไหว้คู่บ่าวสาวพร้อมทั้งกล่าวให้ศีลให้พร ให้ลูกทั้งสองมีแต่ความสุขความเจริญ แล้วจึงหยิบด้ายมงคลหรือสายสิญจน์มาผูกข้อมือให้คู่บ่าวสาวเป็นการรับขวัญ จากนั้นคู่บ่าวสาวจึงยกผ้าไหว้ส่งให้ญาติผู้ใหญ่ หลังจากรับผ้าไหว้ผู้ใหญ่ก็จะวางซองเงินในพานให้คู่บ่าวสาวเพื่อเป็นเงินทุน ขั้นตอนนี้ญาติพี่น้องอาจจะสมทบทุนเพิ่มให้ด้วยตามอัธยาศัย ต่อจากนั้นก็ช่วยกันนำถั่วงาและแป้งมาประพรมอวยพร ทั้งนี้หากเป็นพ่อแม่หรือผู้หลักผู้ใหญ่ของฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาว เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ผู้ทำพิธีจะให้กราบที่หมอนสามครั้ง แต่ถ้าเป็นญาติอื่นๆ ทั่วไป ก็ให้กราบโดยไม่ต้องแบมือเพียงหนึ่งครั้ง ส่วนเงินรับไหว้ทั้งหมดนั้น คู่บ่าวสาวจะเก็บไว้เป็นเงินทุน สาระสำคัญของการรับไหว้ ก็เพื่อให้ผู้น้อยแสดงความเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่ แต่ความสำคัญอีกอย่าง ก็เพื่อเป็นการมอบของมีค่า เช่น สร้อยคอ ทองคำ แหวน เพชร เงิน ต่างๆ เพื่อเป็นทุนให้บ่าวสาวไว้ใช้ประกอบกิจการงานต่างๆ ตามต้องการ หรือจะเรียกว่าเป็นการมอบเงินตั้งตัวให้แก่คู่บ่าวสาว ส่วนใหญ่ของรับไหว้จะมากน้อยอยู่ตามฐานะ ซึ่งก็แล้วแต่ความมั่งมีของแต่ละตระกูล พิธีรับไหว้สมัยใหม่บางงานก็ไม่ได้จัด บางงานก็จัด อยู่ที่ว่าจะให้ความสำคัญในส่วนพิธีรับไหว้มากน้อยขนาดไหน

อย่างไรก็ตาม หลังจากทำพิธีรับไหว้เสร็จลง บางครอบครัวจะจัดให้มีพิธีเพิ่มเงินทุนให้แก่คู่บ่าวสาว โดยจะนำพานใส่ใบเงิน ใบทอง มาวางไว้ นำเงินรับไหว้ไว้ข้างบน ต่อจากนั้นพ่อแม่ญาติพี่น้องของคู่บ่าวสาวซึ่งมีความประสงค์จะมอบเงินเพิ่มทุนให้แก่ลูกหลานของตัวเองก็จะนำเงินมาใส่เพิ่มให้ มากน้อยแล้วแต่ความพอใจ ต่อจากนั้นจึงนำถั่วงาและแป้งประพรมมามอบให้แก่คู่บ่าวสาวพร้อมคำอวยพร

7. พิธีส่งตัวเข้าหอ

และแล้วก็มาถึงค่ำคืนแห่งการรอคอยครับ นั่นคือช่วงเวลาที่บ่าวสาวจะได้ดื่มด่ำกับค่ำคืนแรกของการใช้ชีวิตคู่ แต่ใช่ว่าจะปิดประตูใส่กลอนแล้วก็นอนร่วมเตียงเคียงหมอนกันได้เลยนะครับ คนไทยเรายังมีประเพณีที่ต้องปฏิบัติกันอีกอย่าง เรียกกันว่า “พิธีร่วมเรียงเคียงหมอน หรือพิธีปูที่นอน”

งานแต่งงานนอกจากจะพิธีแห่ขันหมากหรือรดน้ำสังข์แล้ว ยังมีอีกพิธีเกี่ยวกับการแต่งงานของไทยที่ถูกลดทอนลง และหลายๆ ท่านอาจจะลืมนึกถึงกันไปแล้ว ด้วยความที่สังคมปัจจุบันเน้นความรวดเร็วและสะดวกสบาย และนี่ก็เป็นอีกสองพิธีการเกี่ยวกับการแต่งแบบไทยที่น่าสนใจ นั่นคือ พิธีส่งตัวเข้าหอ และพิธีปูที่นอนหรืออีกชื่อหนึ่งคือ พิธีร่วมเรียงเคียงหมอน สิ่งที่ต้องมีคือ “เรือนหอ” คือเรือนที่คู่บ่าวสาวจะอยู่ร่วมเป็นสามีภรรยากัน ครั้งโบราณนิยมว่าตัวเรือนหอเป็นส่วนของฝ่ายเจ้าบ่าว ส่วนเครื่องแต่งเรือนหอ เช่น ตู้ เตียง ที่นอน หมอนมุ้ง เครื่องใช้ในครัว ฯลฯ เป็นของเจ้าสาว แต่ในปัจจุบันแล้วแต่ฐานะทางเศรษฐกิจทั้งสองฝ่ายจะอำนวยให้ พิธีการต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าหอก็อาจยุ่งยากเกินกว่าจะเตรียมการได้อย่างครบถ้วน เพราะบ่าวสาวยุคใหม่อาจจะไม่สะดวกด้วยสถานที่ในการจัดงาน เพราะบางครั้งงานแต่งงานไม่ได้จัดที่บ้านของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ได้จัดในสถานที่จัดงานอื่น ๆ ครั้นจะวิ่งวุ่นหนีแขกจากงานเลี้ยงฉลอง เพื่อกลับมาทำพิธีเข้าหอที่บ้านเจ้าสาวหรือบ้านเจ้าบ่าวก็คงไม่เหมาะสม คู่บ่าวสาวบางรายที่เรือนหอยังสร้างหรือตกแต่งไม่เสร็จ ยังไม่ได้ย้ายเข้าไปอยู่ ก็ไม่รู้จะจัดพิธีเข้าหออย่างไร ในปัจจุบันส่วนมากเลยจัดงานเลี้ยงฉลองกันในโรงแรม และคู่บ่าวสาวก็จะพักค้างคืนเสียเลยในโรงแรมนั้น ซึ่งเป็นทางเลือกที่สะดวกมาก แต่มีข้อสังเกตว่า ตามประเพณีดั้งเดิมนั้น เขาไม่มีการส่งตัวเข้าหอกันในวันแต่งงาน ทว่าต้องรอฤกษ์ดีสำหรับการนี้โดยเฉพาะในวันหลัง ซึ่งบางทีนั้นก็อาจจะรอหลายวันนับจากวันแต่งงานไปอีกก็ได้

การทำพิธีก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก ส่วนสำคัญของพิธีอยู่ที่คู่ผู้ใหญ่ซึ่งทำพิธีปูที่นอนนั้นจะพาเจ้าบ่าวเข้ามาในห้องหอและเจิมหน้าผากอวยพร จากนั้นค่อยนำเจ้าสาวเข้าห้องหอตามมา ไม่ได้เข้ามาพร้อมกัน โดยเจ้าสาวต้องกราบพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ฝ่ายของตัวเองเพื่อเป็นการขอพร เมื่อเจ้าสาวเข้ามาในห้องหอแล้ว แม่เจ้าสาวต้องเป็นผู้พามามอบให้กับเจ้าบ่าว พร้อมพูดจาฝากฝังให้ช่วยดูแล จากนั้นจะกล่าวให้โอวาทเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ ผู้ใหญ่จะจัดปูที่นอนในห้องหอคืนส่งตัวเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของคู่บ่าวสาวต่อไปในอนาคต จากนั้นจัดวางข้าวของสิ่งมงคลที่มีความหมายให้อยู่เย็นเป็นสุขในประกอบพิธีลงบนที่นอน อันได้แก่ หินบดยาหรือหินก้อนเส้าซึ่งใช้ก่อไฟในครัว หมายถึงความหนักแน่น, ไม้เท้า หมายถึงอายุยืนยาว, ฟักเขียว หมายถึงความอยู่เย็นเป็นสุข, แมวคราว (แมวตัวผู้ที่อายุมากแล้ว) หมายถึงการอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน, พานใส่ถุงข้าวเปลือก งา ถั่วทองหรือถั่วเขียว ซึ่งล้วนหมายถึงความเจริญงอกงาม, ขันใส่น้ำฝน หมายถึงความเย็น สดชื่น ชุ่มฉ่ำ และสามัคคีรักไคร่กลมเกลียว, ไก่ขาว หมายถึงขยันหมั่นเพียร, ขันน้ำมนต์ พร้อมที่พรมน้ำมนต์, ขันบรรจุข้าวตอกดอกไม้ ดอกรัก มะลิ กุหลาบ หรือบางแห่งอาจเพิ่มถุงใส่เงินทองด้วยในระหว่างจัดวางของ จะให้ศีลให้พรไปด้วย

ในสมัยก่อนนั้นพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาวจะเชิญผู้ใหญ่คู่สามีภรรยาซึ่งชีวิตครอบครัวอบอุ่นสมบูรณ์ ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคม อีกทั้งยังมีบุตรที่เป็นคนดี สร้างความภาคภูมิใจให้ครอบครัว เพื่อถือเคล็ดว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะได้มีชีวิตคู่ที่ดีเช่นเดียวกัน ผู้ใหญ่ที่ทำพิธีปูที่นอนนี้ต้องอาบน้ำให้สะอาดแต่งตัวเรียบร้อยสวยงามให้ดีก่อน แล้วจึงเข้ามาในห้องหอเพื่อจัดเรียงหมอนสองใบ ที่นอนอาจปูเรียบร้อยอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องปูที่นอนเองทั้งหมดจริงๆ ก็ได้ แต่ให้ทำทีว่าปูใหม่ แล้วปัดที่นอนพอเป็นพิธี จากนั้นสามีกล่าวกับภรรยาว่า “ถึงฤกษ์งามยามดีแล้ว ผู้ที่จะมาอวยพรก็มาพร้อมกันแล้ว เรามาช่วยกันปูที่นอนเถอะ” หลังจากกล่าวจบทั้งสองก็ช่วยกันปูที่นอนจนเสร็จ และพรมน้ำมนต์ลงบนที่นอนพร้อมกล่าวคำอันเป็นสวัสดิมงคล เช่น คำว่าสมบูรณ์พูนผล , มั่งมีศรีสุข , มีโชคมีชัย เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี ฯลฯ แล้วทั้งคู่ทำเป็นนอนหลับพอเป็นพิธีแล้วตื่นขึ้นสนทนาเป็นเชิงทำนายฝันกัน เช่น สามีกล่าวว่า “ที่นอนนี้นอนสบายน๊ะ ใครมานอนก็จะอยู่เย็นเป็นสุข” ภรรยาอาจพูดว่า “นอนสบายนะค่ะ ถ้าใครนอนคงจะมีลูกมีเต้าน่ารัก มีทรัพย์สินเพิ่มพูน เมื่อกี้นี้ยังฝันไปว่า จะมีเทพเจ้ามาคุ้มครองรักษาและนำเงินทองมาให้” สามีก็แก้ฝันว่า “เป็นฝันดี จะทำให้เราทั้งสองมั่งมีศรีสุขตลอดไป” เป็นต้น แล้วทั้งคู่ลุกขึ้นมาจูงเจ้าบ่าวเจ้าสาวขึ้นนอนบนเตียง กล่าวให้ศีลให้พรแก่คู่บ่าวสาว รวมถึงการให้โอวาทในการครองเรือนโดยที่ญาติผู้ใหญ่เถ้าแก่และบิดามารดาหรือผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายก็จะพูดจาให้ข้อแนะนำสั่งสอนคู่บ่าวสาวในการครองเรือน โดยให้ทั้งสองฝ่ายรักเคารพยำเกรงและซื่อสัตย์ต่อกันตลอดไป และอาจพูดฝากฝังฝ่ายของตนต่อผู้ใหญ่ของอีกฝ่ายหนึ่งตามที่เห็นสมควร ส่วนพ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็มักจะฝากฝังให้ฝ่ายชายช่วยดูแลปกป้องคุ้มครองลูกสาวของตนเอง และถ้ามีสิ่งใดบกพร่องก็ขอให้เจ้าบ่าวให้อภัย เมื่อพ่อแม่ให้พรต่างๆ แล้ว ทุกคนก็จะออกจากห้องนอนไป คงอยู่แต่คู่บ่าวสาวตามลำพัง ซึ่งทั้งคู่จะพูดจาและปฏิบัติต่อกันในทางที่จะก่อให้เกิดความสวัสดิมงคล เพื่อความสุขความเจริญในการครองเรือนครองรักของตน เป็นอันเสร็จพิธีเรียงหมอนปูที่นอนเพียงเท่านี้

นอกจากนี้ในพิธีการส่งตัวเข้าหอยังมีความเชื่อในเรื่องของการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ กราบขอพรกับพ่อแม่เพื่อเป็นสิริมงคลต่อคู่ชีวิตม กราบพระแก้วมรกต, รัชกาลที่ 5, เจ้าแม่กวนอิม , พระประจำเมือง ให้คุ้มครองชีวิตคู่ให้อยู่เย็นเป็นสุขจนถือไม้เท้ายยอดทองกระบองยอดเพชร, กราบ 6 ทิศ เสริมดวงและความเชื่อต่าง ๆ คือ, ทิศตะวันออก บอกบิดามารดาให้พร, ทิศใต้ บอกครูบาอาจารย์ให้เจริญขึ้น, ทิศตะวันตก บอกสามีภรรยา อย่าทะเลาะเบาะแว้งกัน, ทิศเหนือ บอกมิตรสหายให้ช่วยเหลือกัน, ทิศเบื้องบน บอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภิกษุ สามเณร ให้คุ้มครอง, ทิศเบื้องล่าง บอกให้บ่าวไพร่ให้เป็นบริวารที่ดี